ภาษาคอมพิวเตอร์

ชนิดของภาษาคอมพิวเตอร์

ภาษาคอมพิวเตอร์ คือ เครื่องมือที่มนุษย์ใช้สื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยแต่ละภาษาจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่ชัดเจน มีคำศัพท์ที่ใช้จำนวนจำกัด จำแนกได้เป็น 5 ระดับ ดังนี้

  1. ภาษาเครื่อง (Machine Language) เป็นภาษาที่มีระดับต่ำที่สุด โดยจะเขียนด้วยระบบฐานสอง ซึ่งมีเพียง 0 กับ 1 เท่านั้น
  2. ภาษาแอสแซมบลี จัดเป็นภาษาระดับต่ำมาก ใช้ตัวย่อ หรือรหัสย่อในการเขียนโปรแกรม เช่น A คือรหัสของ Add , C คือ Compare เป็นต้น และตัวแปลภาษา Assembly คือ Assembler คอมพิวเตอร์สามารถกระทำการ (Excute) ได้เฉพาะภาษาเครื่องเท่านั้น ดังนั้นหากเราเขียนด้วยภาษาใดๆ ก็ตามที่มิใช่ภาษาเครื่อง จะต้องใช้ตัวแปลภาษา(Translator) เพื่อแปลภาษาโปรแกรมที่เขียนให้เป็นภาษาที่เครื่อง เข้าใจ
  3. ภาษาระดับสูง (High Level Language) เป็นภาษาโปรแกรมยุคที่ 3 ที่เป็นภาษาระดับสูงโปรแกรมจะเขียนในลักษณะคล้ายภาษาอังกฤษ ทำให้เขียนได้ง่ายขึ้น และสำหรับตัวแปลภาษาโปรแกรมเหล่านี้คือ คอมไพเลอร์ (Compiler) โดยคอมไพเลอร์จะทำหน้าที่แปล Souce Program ให้เป็น Oject Program โดยแปลครั้งเดียว ยกตัวอย่างภาษาโปรแกรมระดับสูงเช่น Fortran , Basic, pascal, C, Cobol
  4. ภาษาระดับสูงมาก เป็นภาษาโปรแกรมยุคที่ 4 ซึ่งเป็นภาษาระดับสูงมาก จัดเป็นภาษาไร้กระบวนคำสั่ง หมายความว่าผู้ใช้ เพียงบอกแต่ว่าให้คอมพิวเตอร์ทำอะไร โดยไม่ต้องบอกคอมพิวเตอร์ว่าสิ่งนั้นทำอย่างไร เรียกว่าเป็นภาษาเชิงผลลัพธ์ คือเน้นว่าทำอะไร ไม่ใช่ทำอย่างไร ดังนั้นจึงเป็นภาษาโปรแกรมที่เขียนง่าย
  5. ภาษาธรรมชาติ เป็นภาษาโปรแกรมยุคที่ 5 ซึ่งคล้ายกับภาษาพูดตามธรรมชาติของคน การเขียนโปรแกรมง่ายที่สุด คือการเขียนคำพูดของเราเองว่าเราต้องการอะไร ไม่ต้องใช้คำสั่งงานใดๆ เลย

 

 

การเลือกใช้ภาษาคอมพิวเตอร์

ในการเลือกใช้ภาษาในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี้ ก็จะมีดารพิจารณาหลายอย่างด้วยกัน ดังที่จะกล่าวดังต่อไปนี้
-ในบางครั้งซึ่งในงานที่ไม่ยุ่งยากนักก็อาจใช้ภาษาคอมพิวเตอร์พื้นฐานอย่างเช่น ภาษา Basic เพราะเขียนโปรแกรมได้ง่าย รวดเร็ว และก็ยังมีติดตั้งอยู่บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนมากอยู่ด้วย
– ภาษาคอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้ก็จะถูกจำกัดโดยนักเขียนโปรแกรม เพราะว่าเราควรใช้ภาษา ที่มีผู้รู้อยู่บ้าง
– ผู้ใช้ก็ควรที่จะกำจัดภาษาคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ด้วย  ไม่ควรติดตั้งตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์
ทุกภาษาบนเครื่อง
-ในการเลือกภาษาในการเขียนโปรแกรม เราก็ควรเลือกโดยการดูจากคุณสมบัติหรือข้อดีของ ภาษานั้น ๆ เป็นหลักด้วย

 

 

ภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object-Oriented Language)

เป็นเทคนิคการเขียนโปรแกรมโดยพิจารณากลุ่มคำสั่งต่างๆ เป็นวัตถุและการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ก็คือ การนำวัตถุต่างๆ มาเรียงต่อกัน โดยที่ผู้ใช้ ไม่ต้องเข้าใจลักษณะภายในของวัตถุนั้นๆ เพียงแต่ทราบว่า วิธีการที่จะเรียกใช้วัตถุแต่ละชิ้น เป็นอย่างไรก็พอแล้ว ตัวอย่างของภาษาในหมวดนี้ คือ C++, Delphi, JAVA เป็นต้น

  • ภาษา Java คือภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุ พัฒนาโดย เจมส์ กอสลิง และวิศวกรคนอื่นๆ ที่บริษัท ซัน ไมโครซิสเต็มส์ เป็นภาษาที่ได้รับความนิยมอย่างสูงกับอินเทอร์เน็ต และถูกนำไปประยุกต์ใช้กับงานด้านซอฟแวร์ต่างๆ

 

 

วงจรชีวิตของการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle)

  1. การวิเคราะห์ปัญหา (Problem Analysis)
    เป็นขั้นตอนแรกของวงจรการพัฒนาโปรแกรม ซึ่งเป็นการศึกษาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและค้นหาสิ่งที่ต้องการ เพื่อพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
    1.ข้อมูลที่จะนำเข้าสู่คอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง
    2.วิธีการประมวลผลข้อมูลที่นำเข้าและผลลัพธ์ที่ต้องการ
    3.การแสดงผลที่ได้ ต้องการแสดงผลลัพธ์อะไรและมีหน้าตาเป็นอย่างไร
  2. การออกแบบโปรแกรม (Program Design)
    เป็นขั้นตอนที่ 2 ของวงจรการพัฒนาโปรแกรมซึ่งการออกแบบโปรแกรมเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เครื่อง มือช่วยในการออกแบบ เช่น ผังงาน (Flowchart) รหัสจำลอง (Pseudo code) เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมได้ดียิ่งขึ้น
  3. การเขียนโปรแกรม (Program Coding)
    ซึ่งเป็นขั้นตอนหลังจากที่ได้มีการออกแบบโปรแกรมแล้ว ขั้นตอนนี้เป็นการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษา C ,ภาษา Pascal เป็นต้น ทั้งนี้แต่ละภาษาจะมีความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกันออกไป
  4. การทดสอบโปรแกรม (Program Testing)
    เป็นการนำโปรแกรมที่ลงรหัสแล้วเข้าคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบรูปแบบกฎเกณฑ์ของภาษา และผลการทำงานของโปรแกรมนั้น ถ้าพบว่ายังไม่ถูกก็แก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งการเกิด Error ของโปรแกรมมักมีมาจาก 2 สาเหตุเท่านั้น คือ
    1. Syntax Error คือ ข้อผิดพลาดที่เกิดจากการเขียนโค้ดคำสั่ง (Source Code) ที่ไม่ตรงกับ…ไวยากรณ์ (Syntax) ของภาษาโปรแกรมมิ่งนั้นๆ
    2. Logic Error เป็นข้อผิดพลาดที่เกิดจากการออกแบบอัลกอริทึมให้ทำงานผิดวัตถุประสงค์
  5. การบำรุงรักษาโปรแกรม (Program Maintenance)
    เมื่อโปรแกรมผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว และถูกนำมาให้ผู้ใช้ได้ใช้งาน ในช่วงแรกผู้ใช้อาจจะยังไม่คุ้นเคยก็อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง ดังนั้นจึงต้องมีผู้คอยควบคุมดูแลและคอยตรวจสอบการทำงาน การบำรุงรักษาโปรแกรมจึงเป็นขั้นตอนที่ผู้เขียนโปรแกรมต้องคอยเฝ้าดูและหา ข้อผิดพลาดของโปรแกรมในระหว่างที่ผู้ใช้ใช้งานโปรแกรม และปรับปรุงโปรแกรมเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น หรือในการใช้งานโปรแกรมไปนานๆ ผู้ใช้อาจต้องการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบงานเดิมเพื่อให้เหมาะกับ เหตุการณ์ นักเขียนโปรแกรมก็จะต้องคอยปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมตามความต้องการของผู้ใช้ที่ เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

 

 

การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์

 

  • หลังจากการวิเคราะห์ปัญหาและเขียนโปรแกรมแล้วจะต้องนำโปรแกรมนั้นไปประมวลผล
  • โดยแต่ละภาษาจะมีตัวประมวลผลหรือวิธีการประมวลเป็นของตัวเองหรืออาจเรียกว่าการนำโปรแกรมไปคอมไพล์ (Compile)
  • ซึ่งผลลัพธ์จากการคอมไพล์ คือเอ็กซีคิวท์ไฟล์ (Executecfile) ซึ่งเป็นไฟล์ที่จะใช้ในการรันโปรแกรม

 

 

การทำงานของตัวแปลภาษา (Compiler)

 

 

การเขียนโปรแกรม (Program Coding)

เมื่อเขียนโปรแกรมแล้วการนำโปรแกรมที่เขียนขึ้น เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นอาจแบ่งได้ 2 ระบบใหญ่ๆ คือ

  • ระบบแบบโต้ตอบ คือระบบจะตอบโต้กับผู้ใช้ โดยอาจมีโปรแกรมบรรณาธิการ (Text Editor) ไว้ให้ผู้ใช้เขียนโปรแกรมและจะมีตัวปฏิบัติการต่างๆ ที่ช่วยในการคอมไพล์และรัน
  • ระบบแบบกลุ่ม คือ ผู้ใช้ต้องส่งโปรแกรมหรือข้อมูลพร้อมทั้งคำสั่งที่ต้องการทั้งหมดแล้วรอผลลัพธ์จากการประมวลของระบบคอมพิวเตอร์

 

 

 

 

 

 

 

อ้างอิง

โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ . “ภาษาคอมพิวเตอร์ Programming Languages” . http://www.pbps.ac.th/e_learning/combasic/com_languages.html . สืบค้นวันที่ 20 พ.ย. 58

นายชัยภัทร กอล์ฟ วงศ์จรัสวิจิตร . “SDLC วงจรชีวิตของการพัฒนา Software” . https://www.gotoknow.org/posts/46955 . สืบค้นวันที่ 20 พ.ย. 58

 

 

 

 

 

เสนอความคิดเห็นต่อสิ่งนี้

ความคิดเห็น