4 ความแตกต่างของการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งของแต่ละแพลตฟอร์ม

เป็นเรื่องปกติที่โดยส่วนมากคนที่เริ่มทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งจะเริ่มต้นที่แพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Facebook เป็นอันดับแรก นั่นเป็นเพราะ Facebook นั้นมีระบบการทำโฆษณาที่แม่นยำที่สุดในโลกด้วยการเก็บฐานข้อมูลอย่างระเอียดรวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคอีกด้วย แต่ทุกวันนี้เหล่านักการตลาดต่างทราบกันดีว่าการจะดำเนินธุรกิจให้มั่นคงในสภาวะการแข่งขันที่ “เงิน” ไม่ใช่ตัวแปลหลักอีกต่อไปนั้นคือการเข้าถึงในทุกๆ แพลตฟอร์มและใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แน่นอนว่าแต่ละแพลตฟอร์มนั้นก็จะมีเอกลักษณ์ของตัวเองต่างกันออกไป โดยวันนี้เราจึงจะมาพูดถึงความแตกต่างระหว่าง 4 แพลตฟอร์มยอดฮิต ได้แก่ Facebook, Instagram, Twitter, Youtube ที่คนทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งไม่ควรมองข้าม

ก่อนที่เราจะไปดูว่าการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งบนแต่ละแพลตฟอร์มนั้นต่างกันอย่างไร สิ่งแรกที่ควรรู้คือ แพลตฟอร์มแต่ละอันนั้นมีหน้าที่หลักๆ และจุดประสงค์ในการสร้างขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่

Facebook : สร้างคอมมูนิตี้ เพจเปรียบเสมือนนิตยสาร

Instagram : แอปพลิเคชันสำหรับแชร์คอนเทนต์รูปภาพ

Twitter : เปรียบเสมือนสำนักข่าวที่ใช้สำหรับรายงานข่าวแบบเร็วๆ

Youtube : แพลตฟอร์มสำหรับคอนเทนต์วิดีโอ

คราวนี้มาดูกันว่าการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งบนแต่ละแพลตฟอร์มนั้นต่างกันอย่างไรบ้าง

 

Facebook

สำหรับ Facebook นั้นเหล่าผู้เชี่ยวชาญทางด้านดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งต่างแนะนำเป็นเสียงเดียวกันถึงวิธีการสร้างแฟนเพจให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับแบรนด์หรือธุรกิจ นั่นคือการไม่ขายของมากจนเกินไปเพราะทาง Facebook เองตั้งใจให้เพจเปรียบเสมือนหน้านิตยสารที่ใครๆ ก็เข้าไปอ่านได้ และยิ่ง Facebook มีการปรับ Algorithm ด้วยแล้วยิ่งทำให้ธุรกิจเข้าถึงผู้ใช้ได้ยากขึ้น เพราะ Facebook ยังคงให้ความสำคัญกับผู้ใช้ในฐานะความเป็นเพื่อนและครอบครัวมากกว่า ดังนั้นการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งด้วยคอนเทนต์ที่เชื้อชวนให้ผู้อ่านได้ประโยชน์และสร้าง Engagement ให้กับเพจ ถึงจะส่งผลดีให้กับเพจของคุณ

 

Instagram

แม้ว่า Instagram จะมีเจ้าของเป็น Facebook แต่เรื่องของดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งและกลยุทธ์ต่างๆ นั้นมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ด้วยความที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับรูปภาพ และรูปแบบการเข้าถึงจะต่างกันเล็กน้อย โดยที่ใน Instagram นั้นไม่สามารถแชร์ได้ก็จริง แต่สามารถสร้างความนิยมและยอดผู้ติดตามได้จากคอนเทนต์ที่เน้นความสวยงาม บวกกับการ Tag หรือการ Re-post ต่างๆ รวมถึงฟีเจอร์ในแอปฯ ที่ถ้าคุณใช้อย่างถูกวิธีก็สามารถทำให้คุณมีผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้นได้ง่ายๆ

 

Twitter

ข้อความที่คุณสามารถโพสต์ได้บน Twitter นั้นถูกจำกัดด้วยเหตุผลที่ว่า Twitter นั้นวางตัวเองเป็นเสมือนกับสำนักข่าว ที่ผู้ใช้ทุกคนล้วนเป็นนักข่าวทั้งสิ้น การทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งของแพลตฟอร์มนี้จึงแตกต่างออกไป โดยมีตัวกำหนดความนิยมที่ถูกเรียกว่า “เทรนด์” ซึ่งแน่นอนว่าการจะติดเทรนด์ได้นั้นเป็นเรื่องยากมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของกระแสสังคมหรือข่าวดังๆ ณ ช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งถ้าคุณจะทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งบนแพลตฟอร์มนี้ล่ะก็ ให้เน้นเรื่องความรวดเร็วและถูกต้องของข้อมูลก็จะช่วยให้ Twitter ของคุณดูน่าสนใจขึ้นได้

 

Youtube

วิดีโอคือคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างที่สุดในยุคปัจจุบัน ยิ่งระบบอินเทอร์เน็ตเร็วขึ้นเท่าไหร่วิดีโอยิ่งมีความคมชัดและน่าติดตามมากขึ้นเท่านั้น การทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งบน Youtube จึงเป็นอะไรที่ท้าทาย เน้นเรื่องการสร้างคอนเทนต์ที่ดี น่าดึงดูดน่าติดตาม ซึ่งหากคุณทำสำเร็จคุณจะสามารถสร้างรายได้จากการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งบน Youtube อย่างเป็นกอบเป็นกำกันเลยทีเดียว

ดังที่คุณได้เห็นคือแม้ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเหมือนกันแต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายๆ เรื่องดังนั้นนักการตลาดที่คิดกลยุทธ์ทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง ควรศึกษารายละเอียดของแต่ละแพลตฟอร์มให้กระจ่างและเข้าถึงแก่นแท้ของ Algorithm ในแต่ละแพลตฟอร์มให้ได้ แค่นี้ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลแล้ว